สรุปเนื้อหาในงาน

เริ่มจากตรวจสุขภาพธุรกิจกันก่อนถ้าหากเราตอบคำถามนี้ได้หมดแล้วก็ข้ามเนื้อหาข้างล่างไปเลยจร้าเป็นคำถามทั่วๆไปที่คนทำธุรกิจควรรู้เกี่ยวกับธุรกิจตัวเอง

อะไรที่ลูกค้าต้องการ และเรากำลังขายอะไรอยู่

สิ่งสำคัญที่ควรรู้อย่างแรก คือ เราพยายามนำเสนออะไรแล้ว ลูกค้าต้องการสิ่งนั้นไหม

กลุ่มเป้าหมายของลูกค้า

ใครคือกลุ่มเป้าหมายของเรา การขายสินค้าถ้าเราขายถูกกลุ่มเป้าหมาย ถ้าเราสำเสนอถูกกลุ่มเป้าหมาย ลูกค้าก็มีโอกาสซื้อสินค้าของเราไม่ยากมาก

เมื่อไรที่เราควรติดต่อลูกค้า

เช่น โทรไปขายของตอนเที่ยงคืนแบบนี้อาจไม่เหมาะสม หรือ ช่วงที่ลูกค้าทำงานแล้วโทรไปขายของลูกค้าอาจหงุดหงิดได้

เราจะหาลูกค้าได้จากที่ไหน 

คำสั่งจากเจ้านายที่ยากที่สุดไครมาสนี้ผมขอลูกค้า 100 คน แล้วเราจะไปหาจากไหนหว่า ?

ใครเป็นคนที่จะซื้อสินค้าของเรา

ผู้ชาย ผู้หญิง อายุเท่าไร มีลักษณะยังไงตรงส่วนนี้พยายามสรุปออกมาเป็น Demographic ให้ได้

ราคาเท่าไรที่ลูกค้ายอมจ่าย

ศาสตร์การตั้งราคาเป็นสิ่งสำคัญ ถูกไปไม่กำไร แพงไปไม่ซื้อ เพราะงั้นการกำไรสูงสุดคือต้องรู้ให้ได้ว่าราคาเท่าไรที่ลูกค้ายอมจ่าย

สิ่งสำคัญในการทำ Bigdata

สิ่งที่คนทั่วไปชอบคิด  เราต้องมีข้อมูลเท่าไรถึงพอที่จะทำ Bigdata 

สิ่งที่ควรทำจริงๆ        สิ่งที่สำคัญคือเราหาเงินได้เท่าไรจากข้อมูลที่เรามีอยู่

การ Collect  Data

ในการเก็บดาต้าสามารถจำแนกเป็นแบบใหญ่ๆ ได้ 2 แบบ

explicit   การเก็บดาต้าโดยตรง เช่น การให้ลูกค้ากรอกแบบสอบถาม หรือ กรอกแบบฟอรฺ์มต่างๆ การเก็บข้อมูลลักษณะนี้ต้องระวังเรื่องความถูกต้องของข้อมูลเพราะลูกค้าเพราะส่วนใหญ่ผู้กรอกแบบสอบถามอาจจะให้ข้อมูลที่ผิด เช่น การกรอกข้อมูลว่ามีบุตรหลาน 20 คน ซึ่งในความเป็นจริงไม่น่าเป็นไปได้ ดังนั้นข้อมูลประเภทนี้ต้องมาทำการ Cleaning Data ทีหลัง

implicit   การเก็บข้อมูลโดยระบบ โดยการดึงข้อมูลต่างๆออกมาจากระบบของเรา เช่น การเก็บ Log ต่างๆว่าลูกค้ากรอกข้อมูลเข้ามาช่วงกี่โมง หรือ ลูกค้าชอบดูบทความเรื่องอะไรเยอะที่สุดน้อยที่สุด เป็นต้น ข้อมูลประเภทนี้จะมีความถูกต้องสูง

การวิเคราห์ข้อมูล

การวิเคราห์ข้อมูลนั้นส่วนใหญ่เราจะคุ้นหูกับตำแหน่ง Data Scientist ซึ่งจิงๆแล้วการวิเคราห์ข้อมูลให้ได้ประสิทธิภาพควรทำงานเป็นทีมโดยมีสมาชิกในทีม 4 ตำแหน่งดังนี้

Data Scientist

นายคนนี้จะมีความสามารถพิเศษคือ มีเวทมนต์ในการเล่นกับตัวเลขสามารถมองเห็นความเป็นไปได้ ความสัมพันธ์ต่างๆของข้อมูล (ที่คนทั่วไปธรรมดาไม่สามรถดูออกได้) โดยอาจจะใช้สมการทางคณิตศาสตร์ หรือ หลักการ model ต่างๆ

Data Engineer

นายคนนี้ไม่มีอะไรมากขอแค่เทพในการใช้คำสั่ง SQL ต่างๆหน้าที่เค้าคือ Cleaning Data ให้ถูกต้องที่สุดเท่าที่จะทำได้

Visualization Engineer

หน้าที่ของนายคนนี้คือแปลตัวเลขที่น่าปวดหัว ออกมาเป็นกราฟที่สวยงามให้คนทั่วไป มองปราดเดียวเข้าใจแบบถ่องแท้

Project manager

นายคนนนี้จะเป็นหัวเรือหรือกัปตันคอยกำหนดว่าใครทำอะไรยังไง เพราะถ้าไม่มีหัวหน้าทุกคนก็จะเคว้งมาก ตอนนี้ฉันต้องทำอะไรควรทำยังไงดี

โดยตำแหน่งที่กล่าวมาทั้งหมดสามารถปรับเปลี่ยนยืดหยุ่นได้ตามความเหมาสม เช่น คนเดียวเทพมากอาจจะควบ 2 ตำแหน่งเลย หรือ ทีมเราอาจไม่เก่งมากก็ใช้เป็น 2 คน ต่อ 1 ตำแหน่งแทน

7 Step ในการจัดการข้อมูล

1 Question การตั้งคำถามที่ดีจะช่วยให้เราได้คำตอบง่ายขึ้น ดังนั้นการตั้งคำถามเป็นสิ่งสำคัญมาก

2 Collect ขั้นตอนต่อไปคือการเก็บข้อมูลส่วนนี้สามารถทำได้ 2 ทางคือ ใช้ฐานข้อมูลเก็บข้อมูลทั่วไป หรือ การใช้สิ่งที่เรียกว่า Scraping data คือการไปดูดข้อมูลของชาวบ้านมานั้นเอง

3 Cleaning ดาต้า การตัดข้อมูลที่เสียออกไปเพื่อให้เราวิเคราห์ข้อมูลได้แม่นยำที่สุดโดยทั่วไปทำให้ได้ 90% ก็เพียงพอต่อการวิเคราห์แล้วเพราะไม่มีทางที่จะทำได้ 100% เป็นเรื่องยากมากและไม่คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป

4 Profile การกำหนดตัว attribute ต่างๆที่เราสนใจเพื่อให้ง่ายต่อการวิเคราห์ เช่น หากเราต้องการดูข้อมูลการใช้งานคอมพิวเตอร์ของคนไทย ดังนั้นเราก็ไม่ต้องเอาข้อมูลของคนประเทศอื่นมาคำนวณรวมด้วยเพราะไม่เกี่ยวกัน

5 Segment การแบ่งส่วนของข้อมูลส่วนนี้เป็นส่วนสำคัญมาก คือการจัดกลุ่มข้อมูลออกเป็น หลายๆ มิติ เช่น ในกลุ่มข้อมูลชุดเดียวกันอาจจะแบ่งออกเป็นหลายๆกลุ่ม ผู้หญิงอายุ 50 ปีขึ้นมักจะ ……  , ผู้หญิงท้องมักจะ……. , ผู้ชายมักจะ…..มากกว่าผู้หญิง การแบ่งข้อมูลชุดเดียวกันออกมาในลักษณะหลายมิติ อาจทำให้เราเห็นความสัมพันธ์บางอย่าง

6 Predict การวิเคราห์ข้อมูลและคาดการผลจะเกิดขึ้นล่วงหน้า ทำให้เราสามารถเตรียมตัวรับมือกับสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นได้

7 Interpret  คือการเอาข้อมูลที่เราแบ่งส่วนต่างๆออกมาวิเคราห์และตีความและเอาไปสรุปย่อยทำออกมาเป็นกราฟสวยๆให้เข้าใจง่าย

Speaker

  • ดร.ธนชาตย์ ฤทธิ์บำรุง ผู้เชี่ยวชาญทางด้าน Data analytics จาก Ascend
  • คุณจตุพล ชวพัฒนากุล ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Backyard